สาโท (Sato) เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ผ่านการ
กลั่น จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดไวน์ข้าว
(Rice wine) เช่นเดียวกับสาเก (Sake) ผลิตโดยใช้ข้าว
เหนียวนึ่ง นำมาล้างเมือกข้าวออกให้หมด ปล่อยให้แห้ง
จากนั้นคลุกเคล้าด้วยหัวเชื้อแห้งที่เรียกว่าลูกแป้ง (Lookpang)
ซึ่งหัวเชื้อมีส่วนผสมของเชื้อราและยีสต์ โดยเชื้อรา
ทำหน้าที่ผลิตอะไมเลสมาย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล ซึ่งเรียก
กระบวนการนี้ว่า saccharification (นภา โล่ห์ทอง, 2534)
ส่วนยีสต์ในลูกแป้งทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลที่ได้จากการ
ย่อยแป้งให้เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
กลุ่มนี้นิยมผลิตกันมากในแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น จีน
เกาหลี และประเทศไทย โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันในแต่
ละประเทศ เช่น ในประเทศจีนเรียกว่า chao-ching-yu ใน
ประเทศญี่ปุ่นเรียก Japanese liqueur ส่วนในประเทศไทย
เครื่องดื่มในกลุ่มนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อด้วยกัน โดยอาจมี
กระบวนการผลิตที่แตกต่างกันบ้าง เช่น กระแช่ (Krachae)
เหล้าอากุน ((Lao-argoon) น้ำขาว (Nam-khao)
ส่วนคำ ที่นิยมและเป็นที่รู้จักดีในปัจจุบันคือ สาโท
(Geoffrey, 1987) กระบวนการผลิตสาโทเกิดได้ 2 ขั้นตอน
คือ การย่อยแป้งให้เป็นน้ำตาล และการหมักน้ำตาลให้เป็น
แอลกอฮอล์ สำหรับประเทศไทยแล้วการผลิตสาโทและลูก
แป้งสาโทจัดเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เพราะนอกจากจะได้สาโทชนิดดั้งเดิมที่เติมน้ำต้มใน
ขั้นตอนของการหมักแอลกอฮอล์แล้วยังสามารถ
ปรับเปลี่ยนรสชาติ สี และกลิ่นของสาโทได้โดยใช้น้ำสกัด
จากวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีอยู่ในพื้นบ้านของไทยเติมลง
ไปในระหว่างการหมัก ทำให้ได้สาโทที่มีกลิ่นและรส
ออกมามากมาย เช่น สาโทองุ่น สาโทสับปะรด สาโทรส
ส้ ม ส า โ ท ม ะ เ กี่ ย ง แ ล ะ ส า โ ท เ ม น ท อ ล
(http://www.thaihandmadeonline.com/wine/pro_sa
to1.htm) กล้าเชื้อที่ใช้เป็นหัวเชื้อในการผลิตสาโท
เรียกว่าลูกแป้ง ผลิตจากข้าว มีการเติมสมุนไพรบางชนิด มี
ลักษณะเป็นผง เชื้อราที่พบในลูกแป้งได้แก่ Amylomyces
และ Aspergillus (Lotong, 1998) ส่วนเชื้อยีสต์ที่ทำหน้า
หมักน้ำตาล ได้แก่ Saccharomyces cerevisiae และ S.
sake โดยลักษณะของสาโทที่ได้มีทั้งใสและขุ่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่
กับกระบวนการผลิตและความต้องการของผู้บริโภค อย่างไรก็
ตามการที่จะได้สาโทชนิดใหม่ขึ้นมาสามารถพัฒนาได้
(http://www.fao.oryldocrep/x2184e/x2184e09.htm)
โดยปรับเปลี่ยนกลิ่นและรสชาติให้แตกต่างไปจากเดิม เช่น
การเติมน้ำสกัดจากสมุนไพร หรือน้ำผลไม้บางชนิดในขั้นตอน
ของการหมักจะได้สาโทที่มีกลิ่นตามชนิดของน้ำที่เติมลงไป
ซึ่งจะได้สาโทชนิดใหม่ ๆ อันเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่นิยม
บริโภคสาโท
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงพีเอช กรดแลคติก บริกซ์
และแอลกอฮอล์ระหว่างการหมักสาโทสมุนไพร
2. เพื่อทดสอบการยอมรับของผู้บริโภคสาโทสมุนไพร
ขอบเขตของการศึกษา
1. หมักสาโทสมุนไพรโดยเติมน้ำสกัดจากตะไคร้
สะระแหน่ และขมิ้น ในขั้นตอนของการหมักแอลกอฮอล์
2. เก็บตัวอย่างน้ำหมักมาวิเคราะห์เปอร์เซ็นต์บริกซ์ (ด้วย
refactometer) กรดแลคติก (AOAC, 2002) ค่าพีเอช (pH
meter) และคำนวณปริมาณเอทธานอล (EBULLIOMETER)
ที่อายุการหมัก 3 6 9 12 และ 15 วัน
3. ทดสอบการยอมรับสาโทสมุนไพรโดยการทดสอบชิม
จากกลุ่มผู้ชิมที่ไม่ผ่านการฝึกฝน
วิธีการทดลอง
1. การเตรียมข้าวเหนียว เตรียมโดยนำข้าวเหนียว (พันธุ์
เขี้ยวงู) มาล้าง และแช่ไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง จากนั้นนำมานึ่ง
ให้สุก ล้างด้วยน้ำสะอาดจนหมดยาง ปล่อยให้สะเด็ดน้ำ
2. นำหัวเชื้อลูกแป้ง (จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) มาบดให้ละเอียดและคลุกกับข้าว
เหนียวให้ทั่ว ใช้ปริมาณลูกแป้ง 0.2 เปอร์เซ็นต์ (โดยน้ำหนัก)
3. แบ่งข้าวเหนียวที่คลุกลูกแป้งดีแล้วใส่ขวด ขวดละ
100 กรัม มัดปากขวดด้วยผ้าขาวบาง หมักไว้ที่อุณหภูมิห้อง
เป็นเวลา 3 วัน
4. การเตรียมน้ำสมุนไพร ต้มน้ำสมุนไพรโดยใช้
สมุนไพร 10 เปอร์เซ็นต์ (น้ำหนักสด) ต้มให้เดือด 5 นาที
กรองเอาส่วนน้ำ เติมน้ำ ตาลให้ได้ความเข้มข้น 25
เปอร์เซ็นต์บริกซ์ (การคำนวณให้ใช้เปอร์เซ็นต์บริกซ์ที่ได้จาก
การย่อยข้าวเหนียวด้วยลูกแป้งมาเป็นตัวคำนวณตามปริมาตรที่
ต้องการหมักสาโท)
29
วารสารครุศาสตร์อุตสาหกรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เมษายน – กันยายน 2547
5. จากขั้นตอนที่ 3 เมื่อหมักครบ 3 วันนำมาตรวจ
สอบเปอร์เซ็นต์บริกซ์และปรับความเข้มข้นของบริกซ์ ให้
เป็น 25 เปอร์เซ็นต์ด้วยน้ำสกัดจากตะไคร้ น้ำสะระแหน่
และน้ ำขมิ้น
เทียบกับชุดควบคุมที่ปรับเปอร์เซ็นต์บริกซ์
ด้วยน้ำต้ม จากนั้นตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง ปล่อยให้เกิด
การหมัก เก็บตัวอย่างวิเคราะห์ผล
6. เมื่อหมักครบ 15 วัน กรองสาโทและนำไปพาสเจอร์ไรซ์
ปล่อยให้เย็น และทดสอบการยอมรับทางด้านประสาทสัมผัส
โดยใช้แบบทดสอบประเภท Hedonic Scaling
ลูกแป้งเป็นกล้าเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักข้าวหมาก อุ และสาโท
และแม้แต่น้ำส้มสายชูและขนมถ้วยฟู ในลูกแป้งสำหรับการหมักสาโทจะมีเชื้อรา
และเชื้อยีสต์ผสมกันอยู่ ทำหน้าที่ในการหมักข้าวให้เป็นน้ำตาล
และ เกิด แอลกอฮอล์ขึ้นตามลำดับ สูตรการทำลูกแป้ง เป็นสูตรที่ถ่ายทอดกันมาในครอบครัว
และมักปิดเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ตีพิมพ์สูตรลูกแป้งไว้หลายแห่ง
และรวบรวมไว้โดยศาสตราจารย์นภา โล่ห์ทอง ในหนังสือกล้าเชื้ออาหารหมัก
ความเชื่อที่ว่าสมุนไพรในลูกแป้ง เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นรสของสาโทนั้น
ไม่มีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การใช้เชื้อบริสุทธิ์ในการหมักสาโท
ยังให้กลิ่นรสแตกต่างจากการใช้ลูกแป้ง ซึ่งอาจเกิดจากใช้เชื้อจุลินทรีย ์
บริสุทธิ์เพียง 2 ชนิด คือ ราและยีสต์ แต่ในการหมักจากลูกแป้ง อาจมีจุลินทรีย์หลายชนิด
มีส่วนร่วมในการหมักด้วย
ตัวอย่างสูตรลูกแป้ง
แป้งข้าวจ้าว 400
กรัม
กระเทียม 6
กรัม
ขิง 6
กรัม
ข่า 6
กรัม
ชะเอม 6
กรัม
พริกไทย 6
กรัม
ดีปลี 2
กรัม
และลูกแป้งเก่า 5 กรัม ต่อแป้ง 1 กิโลกรัม
สมุนไพรที่ใช้ทำลูกแป้งเหล่านี้สามารถยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้แป้งบูดเสียแต่ไม่ทำลายยีสต์ และราที่ใช้ในการ หมัก สมุนไพรในสูตรนี้ เพียงพอแล้วในการยับยั้งแบคทีเรีย ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรสมุนไพรหลายชนิดเกินไป การทำลูกแป้งโดยผสมแป้งกับสมุนไพรให้เข้ากัน เติมน้ำให้ปั้นเป็นก้อนได้ (ประมาณ 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 100 กรัม) คือให้แป้งที่นวดมีความชื้นประมาณ 45 % เรียงลูกแป้งบนกระด้งหรือภาชนะก้นโปร่ง โรยผงลูกแป้ง 15 กรัมต่อแป้ง 1 กิโลกรัม คลุมด้วยผ้าขาวบาง บ่มประมาณ 48 ชั่วโมง นำไปตากแดดให้แห้ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น