กลเกม จุฬาฯกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่แบบรื้อสร้าง

บทความจาก
ดร. กัณฐิกา ศรีอุดม ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

กลเกม จุฬาฯกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่แบบรื้อสร้าง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ได้รับการสถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตามพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณปทุมวันสำหรับการศึกษาของชาติ
ซึ่งการพัฒนาพื้นที่สำหรับการพาณิชย์ของมหาวิทยาลัยจากที่ดินทั้งหมดประมาณ 1,300 ไร่ ได้มีมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยศักยภาพสำหรับการพัฒนาพื้นที่ของมหาวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ได้ เจริญเติบโตกลายเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและการค้าของกรุงเทพฯ มีสาธารณูปโภคพร้อมทั้งรถไฟฟ้า BTS รถไฟใต้ดิน (MTA) ใกล้ทางด่วนทั้งขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ทำให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยหลายชุดที่ผ่านมาได้มีนโยบายพัฒนาพื้นที่ส่วน ต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยสำหรับการค้าพาณิชย์ออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี นับตั้งแต่ตลาดสามย่าน ชุมชนการค้าสยามแสควร์ ย่านเซียงกงถนนบรรทัดทอง ไปจนถึงโครงการสัมปทานโดยกลุ่มธุรกิจเอกชนอย่าง โครงการมาบุญครองเซ็นเตอร์ (MBK) ซียูไฮเทคแสควร์ และโรงแรมโนโวเทลในสยามแสควร์

เหตุผลหลักซึ่งผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมักจะอ้างในการจัดสรรพื้นที่ ดินของมหาวิทยาลัยไปให้เอกชนพัฒนา ก็คือความต้องการงบประมาณไปเพื่อพัฒนาการศึกษาและทำการวิจัยของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่มหาวิทยาลัยสามารถกระทำได้เนื่องจากมีพระราช บัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2522 กำกับเอาไว้ในมาตราที่ 7 อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายการพัฒนาพื้นที่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็มักจะ มิได้รับการตรวจสอบว่าโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นสร้างรายได้ให้แก่มหาวิทยาลัยเท่าใด ประกอบกับงบประมาณแผ่นดินที่ได้รับ ซึ่งจะเพียงพอต่อแผนการใช้จ่ายเพื่อโครงการพัฒนาการศึกษาและการทำวิจัย ของมหาวิทยาลัยมากน้อยเท่าไรในแต่ละปี ทั้งนี้คงเป็นเนื่องจากสังคมไทยได้ให้ความเคารพยำเกรงต่อเกียรติภูมิและความ ศักดิ์สิทธิ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงและเก่า แก่ที่สุดของประเทศ บรรดาคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยก็ล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับความนับถือ เชื่อถือในสังคมเสมอมา

พื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบางส่วนได้ถูกจัดสรรแล้วให้เป็นพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจการค้า โดยมหาวิทยาลัยได้รับผลประโยชน์เป็นค่าเซ้งและค่าเช่า ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่มีการพัฒนาพื้นที่เป็นลักษณะตึกแถวให้ผู้คนได้เข้ามา จับจองเซ้งและเช่าประกอบการค้าที่หลากหลายจนกลายเป็นย่านการค้าที่สำคัญ ๆ ในกรุงเทพ การก่อตัวของย่านเป็นการสั่งสมทางวัฒนธรรมของคนในถิ่นที่อาศัยและประกอบ อาชีพทำมาหากินมายาวนานตามลักษณะของวัฒนธรรมห้องแถว เมื่อมูลค่าของพื้นที่ดินได้ถูกประเมินสูงขึ้นตามระยะเวลาผ่านไป เมื่อย่านเหล่านั้นได้กลายเป็นที่รู้จักและจดจำของคนทั่วไป เช่น แหล่งขายอาหารที่ตลาดสามย่าน แหล่งขายอะไหล่รถยนตร์และเครื่องจักรที่เซียงกงบรรทัดทอง หรือศูนย์รวมแฟชั่นและวิถีของวัยรุ่นที่ชุมชนการค้าสยามแสควร์ เป็นต้น

ในเวลาต่อมาทางมหาวิทยาลัยก็มีการจัดสรรพื้นที่บางส่วนให้เอกชนรายใหญ่มา เช่าเพื่อก่อสร้างอาคารสําหรับธุรกิจการค้าประเภทต่าง ๆ อย่างเช่น ศูนย์การค้ามาบุญครอง โรงแรมโนโวเทล และ ซียูไฮเทคแสควร์ที่สามย่าน ซึ่งจะเห็นว่าถ้าประเมินรายได้ต่อปีจากการจัดสรรพื้นที่เหล่านี้ ของมหาวิทยาลัยบนฐานแห่งความเป็นจริงแล้ว ก็น่าจะมากพอต่อการพัฒนาการศึกษาและทำการวิจัยของมหาวิทยาลัยหลายแห่งใน ประเทศรวมกันเสียอีก เพียงแต่ประเด็นเรื่องการขาดงบประมาณและความเป็นไปได้เกี่ยวกับการรั่วไหล ของรายรับจากการเช่าทรัพย์สินเหล่านี้กลับไม่เคยถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานอื่น ใดตลอดจนภาคต่าง ๆ ในสังคมเลย

ยุทธศาสตร์การรื้อ

เมื่อผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชุดนี้เห็นว่างบประมาณที่มหาวิทยาลัย ได้รับทั้งจากรัฐตลอดจนการเก็บผลประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่พอ เพียงต่อการพัฒนาการศึกษาและการทำวิจัย จึงได้ตัดสินใจเร่งระดมเงินทุนมหาศาลจากการจัดสรรพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ยุทธศาสตร์การรื้อของมหาวิทยาลัยโดยผู้บริหารมีการออกนโยบายที่ใช้แตกต่าง กันในแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่การขึ้นค่าเช่าแบบก้าวกระโดดให้สูงลิ่วกว่า 600%ประกอบกับการลดระยะเวลาในการต่อสัญญาเช่าในบางพื้นที่เพื่อจัดสรรให้ เอกชนรายใหญ่เข้ารับสัมปทานเช่าพื้นที่ในการสร้างอาคารสูงในสยามแสควร์ หรือการฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้านในตลาดสามย่านเพื่อให้เอกชนได้เข้ามา สร้างอาคารหอพักซียูเซ็นเตอร์และมีแนวโน้มจะจัดพื้นที่อีกส่วนให้บริษัทร้าน ค้าปลีกรายใหญ่ของต่างประเทศเข้ามาเปิดกิจการ เช่นเดียวกับการขับไล่ชาวบ้านในย่านเซียงกงบรรทัดทองเพื่อให้บรรดาบริษัท เอกชนได้เข้าประมูลทำโครงการใหญ่ ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการซียูไฮเทคแสควร์ สองอาคารที่แยกสามย่าน ซึ่งยังก่อสร้างไม่เสร็จ ก็ได้ถูกจัดให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอกชนรายใหญ่เข้ามาดำเนินการต่อ แล้ว

ยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจึงมิใช่เป็นเพียงการรื้ออาคารเก่าและทดแทนโดยการ สร้างอาคารใหม่แต่เพียงเท่านั้น แต่เป็นการรื้อถอนวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชนซึ่งก็ถือเป็นวัฒนธรรมของคน ไทยอย่างหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2522 ก็ได้กำหนดให้มหาวิทยาลัยนอกเหนือจากบริการทางวิชาการแก่สังคมแล้ว ยังต้องมีหน้าที่ทำนุบำรุงวัฒนธรรมของชาติอีกด้วย ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจำต้องมีนโยบายในการพัฒนา พื้นที่เพื่อสร้างรายได้โดยความจำเป็นในการหาทุนเพื่อพัฒนาการศึกษาจริง ๆ แล้ว ก็น่าจะมีการกำหนดเป็นแผนการและแจ้งให้ผู้เช่าเดิมรับทราบล่วงหน้า ที่สำคัญก็คือจะต้องมีการเจรจากับชาวบ้านสำหรับการเตรียมตัวโยกย้ายออกไป อย่างได้รับความเป็นธรรม มิใช่ด้วยการรื้อโดยอาศัยศักยภาพที่เหนือกว่าทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจของ สถาบัน ทั้งโดยวิธีการฟ้องร้องขับไล่ โดยการก้าวก่ายหรือรบกวนทางธุรกิจการค้า ไปจนถึงการใช้เจ้าหน้าที่กระทำการข่มขู่คุกคามชาวบ้านที่อยู่ร่วมกันใน พื้นที่มายาวนาน

กลเกมการสร้าง

เมื่อที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งได้รับพระราชทานจากองค์พระมหา กษัตริย์ได้กลายเป็นทำเลทองสำหรับธุรกิจการค้าตามการเจริญเติบโตของเมือง จึงนับเป็นโชคดีของมหาวิทยาลัยที่จะสามารถบริหารผลประโยชน์จากทรัพย์สิน เหล่านี้เพื่อพัฒนาการศึกษาของสถาบัน ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะถูกกำหนดไว้ชัดเจนในพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยว่ารายได้ของมหาวิทยาลัยนอกเหนือจากที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจาก รัฐจะต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาการศึกษา ดังนั้นการสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพย์สินต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยจึงจำต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาและการทำวิจัยของสถาบัน ด้วย

นโยบายการสร้างรายได้ของผู้บริหารชุดนี้มุ่งไปที่การเรียกเก็บผลประโยชน์จาก การเช่าอาคารและจัดสรรที่ดินของมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจพาณิชย์ น่าจะสามารถประเมินเป็นมูลค่าโครงการทั้งหมดในเบื้องต้นมากกว่าหมื่นล้านบาท ต่อปี เริ่มตั้งแต่ตึกแถวกว่า 600 คูหาในสยามแสควร์ รายได้จากค่าเซ้งค่าเช่า 5 ปี ประมาณ 6,000 ล้านบาท รายได้จากค่าเช่าโครงการศูนย์การค้าMBK โรงแรมปทุมวันพริ้นเซส โรงแรมโนโวเทล รายรับซึ่งจะได้จากการจัดให้สัมปทานเอกชนในอาคารซียูไฮเทคแสควร์มูลค่า โครงการกว่า 5,000 ล้านบาท โครงการสยามแสควร์ทาวเวอร์ โครงการโรงแรมสยามแสควร์อินเตอร์เนชั่นแนล ตลอดจนโครงการพัฒนาที่ดินสามย่านและเซียงกงบรรทัดทองอีก

จะเห็นว่าการสร้างรายได้อันมหาศาลซึ่งแลกมาโดยการทำลายแหล่งเรียนรู้ทาง ธรรมชาติของชุมชนเหล่านี้ สังคมไทยจะได้เห็นผลสนองออกมาเป็นงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกี่แสน กี่ล้านชิ้นต่อปีหรือไม่อย่างไร

เนื่องจากผลประโยชน์อันมหาศาลที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพึงจะได้รับมีความ คลุมเครือเพราะมิเคยได้รับการตรวจสอบ ซึ่งรายได้ของมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมาย ทำให้มหาวิทยาลัยมีอิสระในการบริหารงบประมาณ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจึงอ้างเพียงว่าต้องการงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษา (เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ไปทำอย่างอื่นได้) แต่กลับมิเคยมีการชี้แจงถึงความสมดุลระหว่างรายรับและค่าใช้จ่ายโครงการ พัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่อ้างถึงแต่อย่างใด การทำสัญญาของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจเอกชนในโครงการใหญ่ ๆ ทั้งหลายก็ไม่มีการเปิดเผยสู่สาธารณะ อาจจะกลายเป็นการสร้างวัฒนธรรมคดโกงโดยอาศัยร่มเงาจากเกียรติภูมิของสถาบัน ปกป้องหรือไม่ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าการสร้างวัฒนธรรมการโกงนี้กำลังหยั่งรากลึกและ แผ่ขยายไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ แต่จะเป็นที่น่าสลดใจยิ่งกว่าถ้าเห็นสิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ในสถานศึกษาซึ่ง เป็นที่เคารพนับถือของสังคมไทยอีกด้วย

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอันสูงส่งของสังคมไทย เป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นสถาบันที่พระราชทานให้แก่ประชาชน มิใช่เป็นทรัพย์สินของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งที่ จะตัดสินใจทำอะไรก็ได้บนฐานคิดของผลประโยชน์ด้านเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตัดสินใจเหล่านั้นส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชุมชนและ ประชาชน

บทความ

กัณฐิกา ศรีอุดม ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น