สิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดความรู้สึก เพลิดเพลินเจริญใจ สุขใจ ไม่ว่าจะเกิดกับคน สัตว์ สิ่งของ หรือเกิดกับอะไรก็ตามแล้วมัน "เพลินใจ" Everything take in feel funny happiness , Don't are happened with humans,animals,anything or the otherwhere can take feel funny happiness.
ในหลวงที่สุดของหัวใจ
.........คิดอะไรให้วุ่นวาย.........
...ทำตัวสบายๆมีความสุขกว่ากันเยอะ...
30 บาทรักษาทุกโรค
ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่เมื่อต้นปีนี้
มีข้าราชบริพารเข้าเยี่ยมจำนวนมาก
ทุกคนคงจำได้ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่นายกฯท่านหนึ่ง
บังอาจถวายบัตร 30 บาท ให้พระองค์ เพื่อใช้สิทธิ์
สร้างความแค้นเคืองใจให้พสกนิกรชาวไทยทุกคน < FONT size=4>
แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าพระองค์ทรงตอบว่าอย่างไร
ในหลวงทรงตรัสว่า
"ไม่เป็นไรหรอกหากข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้
แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุได้หรือจะใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง) ก็ได้"
ท่านพูดเสียงเรียบๆ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลบหลู่เลยพูดเสร็จก็ยื่นบัตรทองใบนั้น
ให้นายกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ว่าท่านตอบได้น่ารักมาก
เคยมีคนถามผมว่านับถือใครมากที่สุด คิดถึงคนแรกและคนเดียวเลยคือ
ในหลวงท่านเหนือกว่ากษัตริย์ใดในโลกหล้ายิ่งใหญ่กว่าวีรบุรุษคนใดในตำนาน
มีคุณธรรมประเสริฐล้ำเทียบพระโพธิสัตว์
ขอถว ายความจงรักภักดีจนกว่าชีวีจะหาไม่
**********************
เชื้อโรคตายหมด
หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี
ผู้อำนวยการโครงการหลวง
....... เหตุการณ์ในปี ๒๔๑๓ ที่ควรจะนำมากล่าว
เพราะมีผลต่อจิตใจของชาวเขา
และควรที่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้ทราบเพื่อพยายามเดินตาม
"เบื้องยุคลบาท"วันนั้นเสด็จฯ ไปหมู่บ้านดอยจอมหด พร้าว เชียงใหม่
ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ "ไปแอ่วบ้านเฮา" ก็เสด็จฯ
ตามเขาเข้าไปบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ และมุงหญ้าแห้งเขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้างจนมีคราบดำ ๆ จับ
ผู้เขียนรู้สึกเป็นห่วงเพราะตามปกติ ไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบ
จึงกระซิบทูลว่าควรจะทรงทำท่าเสวยแล้วส่งถ้วยมา พระราชทานให้ผู้เขียนจัดการ แต่ก็ทรงดวดเองกร้อบเดียวเกลี้ยง
ตอนหลังรับสั่งว่า.."ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้น เชื้อโรคตายหมด"
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
ข้าวผัดไข่ดาว โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
วันหนึ่งเสด็จฯเขาค้อเปิดอนุสาวรีย์
พอเปิดอนุสาวรีย์เสร็จพระองค์ท่านก็ขอกลับไปที่พระตำหนักเพื่อจะทรงเปลี่ยน
ฉลองพระบาทเพราะเดี๋ยวจะไปดูงานในป่าในดง.........เราก็ไม่ได้ทานข้าวไม่มีใครทานข ้าว
ตอนนั้นบ่ายสองโมงแล้วก่อนจะเปลี่ยนฉลองพระบาทสักยี่สิบนาทีน่าจะพุ้ยข้าวทัน
ก็รีบวิ่งไปห้องอาหารที่เตรียมไว้ปรากฏว่าพวกที่ไม่ได้
ตามเสด็จเขาทานกันหมดแล้วในนั้นจึงเหลือข้าวผัดติด
ก้นกระบะกับมีไข่ดาวทิ้งแห้งไว้ 3-4 ใบ
เราก็ตักเห็นมีข้าวอยู่จานหนึ่งวางไว้มีข้าวผัดเหมือนอย่างเราไข่ดาวโปะใบหนึ่งมีน้ำปลาถ้วยหนึ่งวางอยู่
เพื่อนผมก็จะไปหยิบมามหาดเล็กบอกว่า "ไม่ได้ๆ ของพระเจ้าอยู่หัว
ท่านรับสั่งให้มาตัก"
ดูสิครับตักมาจากก้นกระบะเลยผมนี่น้ำตาแทบไหลเลยท่านเสวยเหมือนๆกันกับเรา......
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
พับเพียบ
รองศาสตราจารย์ ดร.สุธี อักษรกิตติ์ผู้สนองพระราชดำริ ในโครงการระบบสื่อสารสายอากาศ
และอิเล็กทรอนิกส์
... ในครั้งแรก ผมทำงานตามพระราชดำริ
โดยไม่ทราบว่าเป็นงานของพระองค์จนกระทั่งวันหนึ่ง มีคนบอกว่า ให้เข้าไปในวังด้วยกัน
และให้นำระบบสายอากาศชนิดใหม่ขึ้นไปติดตั้ง ก็ไม่ได้คิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ มา
แต่ว่าแปลกใจทำไมอยู่ดี ๆ เจ้าหน้าที่ที่กำลังติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆอย่บนดาดฟ้าของพระตำหนักถึงปีนลงมา
ทั้ง ๆ ที่งานยังไม่เสร็จ แท้ที่จริงพระองค์ท่านเสด็จฯ มายืนอยู่ข้างหลัง ผมเหลียวหลังไปมองนิดหนึ่ง ครั้นพอเห็นพระองค์ท่านก็ตกใจ
เป็นอาการวูบขึ้นมาทันที นึกอยู่ในใจว่าใช่แล้ว ใช่แน่ ๆ
เพราะคิดว่าเหมือนในรูปผมก็รีบทำความเคารพ แล้วก็ทำอะไรไม่ถูก
สิ่งที่ผมจำได้คือเราต้องอยู่ต่ำกว่าจึงรีบคุกเข่าให้ต่ำลงมาเป็นเหมือนชันเข่า
เพราะว่าตอนนั้นพระองค์ท่านประทับยืนอยู่
ถ้านั่งพับเพียบเลยก็จะต่ำเกินไปเพราะว่าผมต้องพูดอธิบายด้วย
ปรากฏว่าพระองค์ท่านก็คุกเข่าลงไปด้วยผมก็เลยนั่งพับเพียบให้ต่ำลงไปอีก
พระองค์ท่านก็ประทับพับเพียบเหมือนกันเลยกลายเป็นว่าวันนั้น
นั่งพับเพียบสนทนากัน ๒-๓ ชั่วโมงบนดาดฟ้าพระตำหนักในเวลาช่วง บ่ายที่ร้อนเปรี้ยง .......
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ < /FONT>
ไม่ต้องกั้น
โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
มีอยู่ครั้งหนึ่งเสด็จฯไปที่เซ็นทรัลวันที่มีประชุมรัฐสภาโลก
วันนั้นผมจำได้ผมติดอยู่บนท้องถนนฝนตกผมก็มีวิทยุเลยได้ยินรับสั่งมากับตำรวจมาเลย
"วันนี้ไม่ต้องกั้นรถ"ทรงเข้าใจความทุกข์ของราษฎรอยู่ตลอดเวลา
วันนี้เป็นวันฝนตกรถติดกันอย่างมหาศาลถ้าขืนต้องไปติดขบวนอีกสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนทรงวิทยุบอกตำรวจว่า
"ขบวนจะแล่นไปพร้อมกับรถของประชาชนไม่ต้องกั้นเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน"
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
กส. ๙
พลตำรวจตรี สุชาติ เผือนสกนธ์อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข
..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้เครื่องวิทยุที่ทรงมีอยู่
เฝ้าฟังและติดต่อกับ "ปทุมวัน" และ "ผ่านฟ้า" เป็นครั้งคราวเมื่อทรงว่างพระราชภารกิจอื่น
การติดต่อทางวิทยุได้ทรงมีพระบรมราชานุญาต
ให้ผู้ที่ติดต่อกับพระองค์ท่านไม่ต้องใช้ราชาศัพท์พระองค์ท่านทรงจดจำสัญญาณเรียกขาน,
ประมวลคำย่อ (โค๊ด "ว")ได้อย่างแม่นยำ
และใช้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยยังปฏิบัติไม่ได้
โดยการรับฟังการติดต่อในข่ายวิทยุของตำรวจนี้เองจึงทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงทราบข่าวรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่นข่าวโจรกรรม ,อัคคีภัย ,การจราจรได้ทุกระยะ
ในการเสด็จจากที่ประทับของพระองค์ท่านเพื่อปฏิบัติพระราชภารกิจ
... จึงทรงพระกรุณารับสั่งให้สมุหราชองครักษ์ติดต่อประสานงานกับพรมตำรวจ
ให้สั่งการสถานีตำรวจท้องที่ติดต่อสื่อสารทางวิทยุกับแผนกรักษาความปลอดภัย
บุคคลสำคัญ กรมราชองครักษ์ เพื่อจะได้ทราบกำหนดเวลาเสด็จออกจากพระตำหนักที่ใกล้เคียง
และปิดการจราจรในเส้นทางผ่านเพียงช่วงเวลาสั้น ๆประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน
... มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้รับสั่งทางวิทยุ กับพนักงานวิทยุ
สถานีวิทยุกองกำกับการตำรวจนนทบุรี เพื่อจะพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติ
< FONT size=4>การสื่อสารบางประการโดยทรงใช้สัญญาณเรียกขานว่า "กส. ๙" ติดต่อเข้าไป
พนักงานวิทยุผู้นั้นจำพระสุรเสียง ไม่ได้จึงได้สอบถามว่า "เป็น กส.๙" จริงหรือปลอม
ทั้งดูเหมือนจะใช้คำพูดไม่สู้จะเรียบร้อยเรื่องนี้จึงเดือดร้อน มาถึงผู้เขียน
เนื่องจากได้รับสั่งเล่าเหตุการณ์มาให้ทราบเพื่อให้ช่วยยืนยันว่าเป็น "กส.๙ จริง"
...ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ท่าน ยังทรงห่วงใยว่าพนักงานวิทยุผู้นั้น
จะถูกลงโทษทางวินัย จึงได้รับสั่งทางวิทยุให้ผู้เขียนติดต่อประสานงานกับผู้บังคับบัญชาของพนักงานวิทยุ
ขออย่าให้มีการลงโทษเลย
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
ตัวยึกยือ< /B>
มนูญ มุกข์ประดิษฐ์
รองเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อดีตเลขาธิการ สำนักงานกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
...... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จะพระราชดำเนินด้วยพระบาท
เข้าไปในป่ายางท่ามกลางฝนตกหนักโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ตามรอยพระยุคลบาทไปไม่ห่างเป็นระยะทางถึง ๒ กม. เศษ
.... นี่คือสิ่งที่มิใช่สามัญธรรมดาในความรู้สึก ของผู้คนและความไม่สามัญธรรมดานี้
ก็ยิ่งไม่ธรรมดามากยิ่งขึ้น เป็นทวีคูณเนื่องเพราะบริเวณนี้คือ "ดงทาก"
หรือ "รังทาก"อันมีทากชุกชุม ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้
. ..กว่าจะถึงจุดหมาย คือบริเวณพื้นที่ที่จะพิจารณาสร้าง อ่างเก็บน้ำเพื่อใหม่มีน้ำไว้ใช้ สำหรับพื้นที่
๕,๐๐๐ ไร่ ใน ๓ เขตตำบลคือ เชิงคีรี มะยูง และรือเสาะ เกือบทุกคนก็โชกฝน และโชกเลือด
แม้ทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์ ก็มิได้รับยกเว้น
..... ค่ำวันนั้น ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินกลับพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์
อากาศปลายฤดูฝน กำลังสบาย ดวงดาวบนท้องฟ้า เริ่มจะปรายแสงขบวนรถยนต์พระที่นั่ง
ได้หยุดลงอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุบนทางหลวงที่มืดสงัด
เป็นเวลาหลายนาทีถามไถ่ได้ความภายหลังว่ายังมีทากหลงเหลือ กัดติดพระวรกายอยู่อีก
เมื่อรู้สึกพระองค์จึงได้ทรงหยุดรถยนต์พระที่นั่งและรับสั่งให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ช่วยจับทากที่ต ัวเป่งด้วยพระโลหิตออกจากพระวรกาย
... ทรงเรียกการทรงงานวิบาก ที่เชิงคีรีครั้งนี้ในภายหลังว่าสงครามกับตัวยึกยือ ที่เชิงคีรี "
จากหนังสือในหลวงที่สุดของหัวใจ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ภาค 3)
ได้มาทางเมล์จากเพื่อน ไม่รู้เอามาจากไหน แต่ก็น่าสนใจ ก่อนที่ได้ไปซื้อตั๋วหนังดูก็มาดูรีวิวกันก่อนครับ
กิตติศัพท์การชนะศึกของสมเด็จพระนเรศหลายครั้งหลายคราระบือไกลถึงแผ่นดินละแวก เจ้ากรุงละแวกมิได้ทอดธุระ ได้ลอบส่งจารชนชาวจีนฝีมือกล้านามว่า "จีนจันตุ" มาลอบสืบความ ที่กรุงศรีอยุธยาแต่ถูกจับพิรุธได้จนต้องลอบตีสำเภาหนีกลับกรุงละแวก สมเด็จพระนเรศทรงนำทัพเรือออกตามจนเกิดยุทธนาวี แต่พระยาจีนจันตุหนีรอดได้ เมื่อเจ้ากรุงละแวกได้ทราบกิตติศัพท์การณรงค์ของพระนเรศจึงเปลี่ยนพระทัยหันมาสานไมตรีกับอยุธยา และส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราชผู้อนุชามาช่วยอยุธยาทำศึกหงสา หากแต่พระศรีสุพรรณผู้นี้ต่างจากเจ้ากรุงละแวกเพราะหาใคร่พอใจผูกมิตรด้วยอยุธยา การได้พระศรีสุพรรณมาเป็นสหายศึกจึงประหนึ่งอยุธยาได้มาซึ่งหอกข้างแคร่ ข้างสมเด็จพระนเรศเมื่อทรงประกาศเอกราชแล้วก็จัดเตรียมการรับศึกหงสาวดี แต่เพราะกำลังรบข้างอยุธยาเป็นรอง จึงทรงวางยุทธศาสตร์รับศึกโดยมุ่งอาศัยกรุงศรีอยุธยาเป็นที่มั่นเพียงแห่งเดียว ครั้งนั้นได้โปรดให้เทครัวหัวเมืองเหนืออันเป็นแคว้นสุโขทัยเดิมลงมารวมกับครัวที่อยุธยา การณ์ปรากฏว่าเจ้าเมืองพิชัย และสวรรคโลกข้าหลวงเดิมแข็งเมืองไม่เทครัวลงมาสมทบ จึงทรง ยึดเมืองแล้วลงทัณฑ์มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง
ภายใต้บรรยากาศกลิ่นอายสงครามนับแต่ศึกจีนจันตุ ตลอดถึงศึกพระยาพะสิมและ ศึกพระเจ้าเชียงใหม่ ในพระนครก็เกิดไฟรักโชติขึ้นท่ามกลางไฟสงคราม กลายเป็นเรื่องรักระหว่างรบ ด้วย "เลอขิ่น" ธิดาเจ้าเมืองคัง มีอันมาพบ "เสือหาญฟ้า" คนรักเก่าที่รอดชีวิตมาแต่ศึกเมืองคัง โดยบังเอิญ เกิดขัดข้องเป็นรักสามเส้ากับ "พระราชมนู" คนรักใหม่ทหารเสือพระนเรศ ไฟรักยิ่งลุกลามเมื่อนางพระกำนัลทรงเสน่ห์นาม "รัตนาวดี" มาทอดไมตรีให้พระราชมนู เกิดเป็นปมรัก ซ้อนปมรบ
เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงเสร็จศึกอังวะก็เตรียมการเปิดศึกกับอยุธยา ทรงระดมไพร่พล แต่งเป็นทัพกษัตริย์ กองทัพใหญ่โตเหลือคณากว่าทัพบุเรงนองช้างเผือก เฉพาะไพร่ราบมีกำลัง รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 240,000 คน ทัพนี้หมายมุ่งบดขยี้อยุธยาลงเป็นผุยผงหากทัพพระยาพะสิมและทัพพระเจ้าเชียงใหม่ตีกรุงไม่สำเร็จ แต่สมเด็จพระนเรศก็สู้ศึกนันทบุเรงและนำพากรุงศรีอยุธยา ให้รอดจากภัยสงคราม กู้บ้านเมืองมิให้ต้องตกเป็นประเทศราชหงสาซ้ำสองได้ด้วยกุศโ! ลบาย การศึกที่เหนือชั้นด้วยพระอัจฉริยภาพ
อยากจะดูตัวอย่างของหนัง คลิ๊กดูได้ที่นี่นะครับ เค้าแนะนำมา
การถ่ายทำคงไม่ต้องอะไรกันมากมาย เพราะเท่าที่ผ่านตาผ่านใจกันมาแล้ว 2 ภาค คงจะการันตีกันได้เป็นอย่างดี
อ่าวกะรน ภูเก็ต
Helicopter Service
takes off Phuket
From work to travel to Phuket in time. What many see as parks and places. Point of view of many. But never have seen various islands surrounding Phuket today. I took into account other web readers found interesting was the business of flying hot Alicia Foster Collection year tour to see the scenery, tourist beaches and islands are.(Thai language)
จากการที่ได้เดินทางมาทำงานอยู่ที่ภูเก็ตได้ระยะเวลาหนึ่ง ได้เห็นสิ่งต่างๆมากมายตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จุดชมวิวหลายๆแห่ง แต่ไม่เคยได้ชมเกาะต่างๆที่อยู่รายรอบเกาะภูเก็ตนี้เลย ผมได้เข้าไปอ่านเว็บๆนึงดูแล้วน่าสนใจในธุรกิจการบริการเครื่องบินฮอลิคอปเตอร์ทัวร์ให้นักท่องเที่ยวดูวิว ทิวทัศน์ ชายหาดและเกาะต่างๆ

Is organized tour takes visitors to see views for flight. Row, including beach, Krabi. And Samui with H. UK Top Putter disease EC130 is a 5-6 seater tour. If a contractor is several hours per aircraft by about 7 billion baht of sitting together. Programs around the beach, 10 minutes, cost about 4900 baht .. (do not know the low cost or free for Thai people well. But for tourists and foreigners will be worth the write. That will be used to shoot the item should be good ).
(Thai language)
เป็นบริษัท จัดทัวร์ ที่รับบินพานักท่องเที่ยวดูทิวทัศน์ แถวชายหาดรวมไปถึงกระบี่ และสมุยโดยใช้ ฮ. ยูโรคอปเตอร์ รุ่น EC130 มี 5-6 ที่นั่งมีทัวร์ หลายแบบหากเป็นแบบเหมาลำ ชม.ละ 7 หมื่นบาท โดยประมาณส่วนนั่งรวมกัน โปรแกรมรอบชายหาด 10 นาที ราคาประมาณ 4900 บาท..(ไม่รู้จะแพงคุ้มค่าดีหรือเปล่าสำหรับคนไทย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้วน่าจะคุ้มอยู่นะครับ หรือว่าจะใช้เพื่อถ่ายทำรายการก็น่าจะดีครับ)
View from the plane normal to the surface from the superior view. Or called Bird eye view would make the view more beautiful write.
(Thai language)
จากมุมมองในแนวระนาบพื้นดินปกติสู่มุมมองจากเบื้องสูง หรือที่เรียกกันว่า Bird eye view คงจะทำให้เกิดมุมมองที่สวยงามมากขึ้นนะครับ
Thank you for some information from the image: indoor Chiang Mai Airport. http://www.chiangmaiparamotor.com.
ขอขอบคุณข้อมูลรูปภาพบางส่วนจาก : ร่มบินเชียงใหม่
http://www.chiangmaiparamotor.com/
ประวัติเมืองถลาง
เมืองถลางและเมืองภูเก็ต นับได้ว่าเป็นเมืองที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยโดยเฉพาะถลางนับเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินเรือชาวยุโรป ในสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่ได้เรียกว่า junkceylon ซึ่งปรากฎตามแผนที่ที่ขยายอิทธิพลทางทะเลของชาวโปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส รวมทั้งอังกฤษด้วย เมืองถลางเป็นเมืองท่าที่อุดมสมบรูณ์ด้วยแร่ดีบุกและทรัพยากรอื่น ๆ ที่ชาติเหล่านั้นต้องการจึงเป็นเมืองที่หลายชาติต้องการจะได้ครอบครอง นอกจากเป็นเมืองที่อุดมสมบรูณ์ด้วยดีบุกแล้วยังสามารถติดต่อกับหัวเมืองที่แหลมมลายูได้สะดวกและติดต่อ กับเมืองชายฝั่งของพม่าตลอดจนอินเดีย เมืองถลางในสมัยกรุงศรีอยุธยามักเรียกเมืองบางคลี ซึ่งเป็นตำบลบางคลีขึ้นกับอำเภอตะกั่วทุ่ง พังงาในปัจจุบันรวมเรียกว่า "เมืองถลางบางคลี" เข้าด้วยกันอันมีเมืองถลาง ตะกั่วทุ่ง คุรา คุรอน บางคลี ภูเก็ต ซึ่งอาจหมายถึงการรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ จากคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวถึงหัวเมืองปักษ์ใต้ มีชื่อเมืองชะลิน เมืองอังคลี ซึ่งได้แก่เมืองฉลองถลาง กับเมืองบางคลีนั้นเอง จากเรื่อง "สยาม" ของโรนัลด์ บิช็อบ สมิธ เขียนว่า thalang chaiang c]t jund celon กับคำภูเก็ตว่า bhuket ส่วนของนายเฟร็ด แม็คแนร์ เขียนไว้ในหนังสือชื่อเปรัดกับชาวมาเลย์ว่า halanta island แทนที่จะใช้คำว่า pulo ปุเลาคือเมืองในภาษามาลายู ซึ่งเขาได้เรียาเกาะอื่นๆ ว่า pulo ทั้งนั้นเช่น pulo penang; pulo lantao เป็นต้น และตามหนังสือสัญญาการค้าขาย ระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2231 มีระบุแต่ชื่อ "เมืองถลางบางพลี" ไม่ได้เอ่ยถึงเมืองภูเก็ตเลย แต่หนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ใช้เกาะภูเก็ตหรือภูเก็ตแทนคำว่าถลาง เพื่อสะดวกต่อการใช้
จากจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงกล่าวไว้ว่า มณฑลภูเก็ตควรใช้คำว่ามณฑลถลาง ทำให้รู้สึกเป็นของเก่าเพราะเมืองถลางมีชื่ออยู่ในพงศาวดาร ส่วนภูเก็ตชื่อยังใหม่ ต่อมาคุณหลวงอภิบาล ได้ความรู้มาจากฝรั่งคนหนึ่งเขาเดาเอาไว้ พวกโปรตุเกสเดินเรือมาถึงเกาะนี้ก่อนฝรั่งชาติอื่น คงตามชาวมลายูว่าชื่ออะไร แขกคงเข้าใจว่าตามแหลมที่เรือจอดอยู่จึงตอบไปว่า "อุยงสะลัง" คือแหลมถลาง อุยง แปลว่า "แหลม" ฝรั่งคงเข้าใจว่าเกาะนี้ชื่ออุยงสะลัง อังกฤษได้คำนี้มาจากโปรตุเกส อีกชั้นหนึ่งจึงออกเสียง ยองก์ หรือ ยังก์ ซึ่งแปลว่า "ตะเภา" ส่วนสะลังนี้น อังกฤษคงฟังคล้ายเกาะลังกาซึ่งฝรั่งเรียกว่า "เล้ง" หรือ "เซลอน" ในภาษาอังกฤษ เลนเอาคำสะลังเป็นเซลอน เกาะถลางจึงกลายเป็น "ยังก์เซลอน" และทรงกล่าวว่า เกาะภูเก็ตนั้นเดิมมาเรียกเกาะถลางและควรจะเรียกเช่นนั้นเพราะชื่อเก่าแก่ว่า ภูเก็ตมากคุณหลวงอภิบาล ว่าเมืองถลาง แปลว่า "เมืองกาง" คือการตั้งขึ้นกลางป่า แต่ไม่เห็นด้วย ทรงเห็นว่าอังกฤษเรียกเกาะนี้ว่า ยังก์เซลอน คำว่า ยังก์ ไม่ทราบว่ามาอย่างไร แต่เซลอนมาจากถลาง คนไทยชอบเอา "ก" หรือ "ต" เป็น "ส" เช่นถนนเป็นสนน ตะพานเป็นสะพาน คำถลางเรียกเป็น สลาง ฝรั่งฟังไม่ถนัดเรียกเป็นเซลอน นอกจากนี้ยังมีบุคคลสันนิษฐานไปต่างๆ นานา บ้างว่ามาจากคำว่า อ่าวฉลอง เกาะฉลามบ้าง ทองหลางบ้างเป็นต้น
เข้าใจว่า คำว่า ถลาง มาจากคำว่า "เซลัง" คือเดิมชาวเลอันเป็นเผ่าพันธ์ดั่งเดิมที่อาศัยอยู่ตลอดชายฝั่งทะเลตะวันตก ชนพวก semang เซมัง คงอาศัยอยู่บนภูเก็ตด้วย พม่าเรียกพวกนี้ว่า "เซลัง" ชนพวกนี้ชอบอยู่ใกล้น้ำและจับสัตว์น้ำเป็นอาหาร เดิมพวกน้ำนี้อาจอยู่แถวอ่าวทงเทาตอนเหนือคือ ทะเลพัง ปากแม่น้ำบางใหญ่ใกล้บ้านดอน เมื่อฝรั่งเข้ามาค้าขายในสมัยแรก ๆ คงถามถึงเกาะว่าชื่ออะไร ชาวบ้านจึงบอกว่าหมู่บ้านชาว เซลัง คำว่า "ชาวเซลัง" (ชาวเล) ฝรั่งพวกโปรตุเกสเมื่อได้ฟังมาจึงเขียนเป็นเซลัง ตามภาษานั้นต่อมาจึงกลายเป็น junkseylon หรือ junk celon และในภาษาอังกฤษคำเดียวกันนี้ (เซลัง) คำภาษาไทยยืดออกเป็น เซลาง ซลาง ฉลางและเป็นถลางในที่สุด ตัวเมืองถลางในสมัยนี้อาจจะย้ายมาอยู่ทางตอนกลางของเกาะแล้วส่วนทางด้านตะวันตก และด้านใต้นั้นเป็นเขตแดนของเมืองภูเก็ต เขตแดนที่แบ่งกันนี้ได้ปรากฎมีรายละเอียดอยู่ในเรื่องพงศาวดารเมืองถลาง ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์และคงจะเป็นแนวเขตแดนที่ได้ แบ่งกันไว้แต่เดิมในสมัยกรุงศรี อยุธยา เมือง ถลางคงเป็นหัวเมืองขึ้นฝ่ายกลาโหมต่อมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็ได้ถูกยกกับกรมท่า เมื่อ พ.ศ. 2205 และได้ยกกลับมาขึ้นฝ่ายกลาโหม ตามเดิมในตอนรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกับหัวเมืองฝ่ายใต้อื่น ในตอนต้นรัชกาลที่ 1 นี้เองพม่าได้ยกทัพเรือมาโจมตีหัวเมืองชายทะเลตะวันตกแตกหมดเมื่อ พ.ศ. 2328 คงเหลือแต่เมืองถลางเมืองเดียวซึ่งมีวีรสตรีสองท่านคือ ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร เป็นหัวหน้าพาชาวเมืองต่อสู้ป้องกันเมืองไว้ได้ เมืองถลางจึงมีความสำคัญขึ้นโดยได้เป็นเมืองที่ตั้งบัญชาการของ เจ้าพระยาสุรินทราชาผู้สำเร็จราชการหัวเมืองชายฝั่งทะเล ตะวันตก และเมืองตะกั่วป่า กับเมืองขึ้นทั้งหมดก็ต้องมาขึ้นอยู่กับเมืองถลางในระยะนี้ ต่อมาถึงตอนรัชกาลที่ 2 เมื่อพ.ศ. 2352 พม่าได้ยกทัพมาตีหัวเมืองชายฝั่งตะวันตกอีก คราวนี้เมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่งก็แตกด้วย ครั้นกองทัพกรุงยกมาขับไล่พม่าไปหมดแล้วเห็นว่าหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกยับเยินนัก และยังไม่ไว้ใจกลัวพม่าจะย้อนกลับมารุกรานอีก จึงมิได้ตั้งเป็นเมืองขึ้นกรุงเทพฯอย่างเดิม แต่ให้ยกเมืองตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง เมืองถลางไปขึ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชเสียทั้งหมด เมืองถลางกับเมืองภูเก็ตในตอนนี้ก็ได้ถูกพม่าเผาผลาน เสียหมดแล้วจึงต้องอพยพผู้คนพลเมืองไปตั้งอยู่ที่ตำบลกราภูงา ( คือปากน้ำภูงา ) บนผืนแผ่นดินใหญ่อยู่ในเขตแขวงเมืองพังงา ต่อมารัชกาลที่ 3 เมื่อพ.ศ.2368 พม่าทำสงครามแพ้อังกฤษต้องเสียเมืองทวาย เมืองมะริก เมืองตะนาวสศรีให้แก่อังกฤษ จึงปิดหนทางพม่ามิให้รุกรานไทยได้อีก ไทยก็หมดสาเหตุที่จะต้องกลัวพม่า ประกอบกับการที่ได้เริ่มทำมาค้าขายกับฝั่งต่างประเทศ เป็นล่ำเป็นสันขึ้นมาใหม่ และแร่ดีบุกเป็นสินค้าที่พ่อค้าต่างประเทศต้องการเช่นเคย ผู้คนพลเมืองจึงพากันกลับมาตั้งหลักฐานหาเลี้ยงชีพด้วยการขุดแร่บนเกาะภูเก็ตอีก จึงได้กลับตั้งเมืองถลางเป็นหัวเมืองขึ้นกับกรุงเทพฯ ขึ้นใหม่ เมืองถลางใหม่นี้คงจะได้ตั้งก่อนหน้าเมืองตะกั่วป่า กับ เมืองตะกั่วทุ่งซึ่งตั้งขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2383 เพราะปรากฎหลักฐานในจดหมายเหตุ หลวงอุดมสมบัติซึ่งเขียนไว้เมื่อ พ.ศ.2381 เรียกเจ้าเมืองถลางว่า "พระยาถลาง" ซึ่งหมายถึงว่าเป็นเจ้าเมืองที่ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เพระมีฐานะเป็นพระยา เมืองถลางจึงคงจะตั้งขึ้นใหม่ในระหว่าง พ.ศ.2370 - 2380 เมืองถลางมีฐานะเป็นหัวเมืองขึ้นฝ่ายกลาโหมมาจนถึงรัชกาลที่ 5 ถูกลดฐานะเป็นเมืองขึ้นของภูเก็ต เมื่อ พ.ศ. 2405 ทั้งนี้ก็เพราะเมืองภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองถลาง มาตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์นั้นได้กลับมีความเจริญยิ่งขึ้นกว่าเมืองถลาง เพราะแร่ดีบุกอุดมสมบรูณ์กว่า และเมื่อถึงสมัยจัดระบอบมณฑลเทศาภิบาลในรัชกาลที่ 5 เมืองถลางก็เลยถูกยุบลงเป็นเพียงอำเภอ เรียกว่า "อำเภอถลาง" ขึ้นอยู่กับเมืองภูเก็ตตั้งแต่ พ.ศ.2442 เป็นต้น มาจนถึงปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ.2458 ได้เปลี่ยนชื่ออำเภอถลางเรียกว่า "อำเภอเมืองถลาง" เพราะเหตุที่เคยเป็นที่ตั้งเมืองเก่ามาแต่ก่อน แต่แล้วก็เปลี่ยนมาเรียกว่า "อำเภอถลาง" อย่างเดิมเมื่อ พ.ศ.2481 ที่ตั้งเมืองถลางในสมัยท้าวเทพกระษัตรี นั้นตั้งอยู่ที่บ้านตะเคียน ( ตำบลตะเคียน ) แต่ในสมัยที่ถูกพม่าตีแตก และเผาผลาญเสียเมื่อ พ.ศ.2352 นั้นตั้งอยู่ที่บ้านดอน (ตำบลดอน) ครั้นตั้งเมืองถลางขึ้นใหม่หลัง พ.ศ.2370 จึงได้ย้ายไปตั้งเมืองอยู่ที่บ้านท่าเรือ (ตำบลท่าเรือ) ทางฝั่งตะวันออกของเกาะ เพราะเห็นว่าเมืองเดิมอยู่ทางทะเลหน้านอก รักษายากแต่เมื่อเห็นว่าหมดอันตรายจากพม่า และอังกฤษทางด้านตะวันตกแน่นอนแล้ว จึงได้ย้ายเมืองกลับมาตั้งอยู่ใกล้ ๆ ที่เดิมที่บ้านเมืองใหม่ ( ตำบลตะเคียน ) ครั้นยุบเมืองถลางลงเป็นเมืองอำเภอแล้ว จึงได้กลับมาตั้งที่ว่าการอำเภอที่บ้านตะเคียน และคงอยู่ในที่นี้ตลอดมาจนปัจจุบัน ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2475 จึงได้รวมตำบลดอน ตำบลตะเคียน กับตำบลท่ามะพร้าว ตั้งเป็นตำบลเทพกระษัตรี และรวมตำบลท่าเรือกับตำบลลิพอน ตั้งเป็นตำบลศรีสุทร ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป็นเกียรติและอนุสรณ์แก่วีรสตรีทั้งสองท่าน ผู้ได้ประกอบคุณงามความดีอย่างใหญ่หลวงไว้แก่ชาติบ้านเมืองและเพื่อที่ได้เป็นเยี่ยงอย่างแก่อนุชนคนรุ่นหลังต่อไปด้วย
ในปัจจุบันอำเภอถลางประกอบด้วย ตำบล และบ้าน ดังต่อไปนี้ ตำบลไม้ขาว มีบ้านบางรากไม้ สวนมะพร้าว บ้านเหนือ อ่าวโต๊ะขุน สนามบิน ตำบลเทพกระษัตรี มีบ้านเคียน บ้านเหรียง เมืองใหม่ บ้านแขนน บ้านดอน ท่าพร้าว ตำบลศรีสุนทร มีบ้านลิพอน บางกอก บางใจ ท่าเรือ บ้านใต้ ตำบลป่าคลอก มีบ้านผักฉีด บางแป เกาะนาคา ป่าคลอก พารา ตำบลสาคู มีบ้านในยาง สาคู กรอกม่วง ในทอน
ข้อมูลที่มาจาก : พิพิธภัณฑ์ถลาง จังหวัดภูเก็ต
How to go Phuket?


สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอเมือง ภูเก็ต

เป็นเนินเขาเตี้ยๆ อยู่หลังตัวเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ รถยนต์สามารถขึ้นไปจนถึงยอดเขา เทศบาลจัดเป็นสวนสุขภาพและสวนสาธารณะ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และชมทิวทัศน์ของเมืองภูเก็ต จากยอดเขาจะแลเห็นตัวเมืองภูเก็ต ทะเลกว้าง เกาะเล็ก เกาะน้อย รวมทั้งทิวทัศน์ของเกาะทั้งใกล้และไกล
สะพานหิน สถานที่พักผ่อนหย่อนใจภายในตัวเมือง อยู่สุดถนนภูเก็ตซึ่งยื่นลงไปในทะเลเล็กน้อย เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์หลัก 60 ปี ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 เพื่อเป็นที่ระลึกแก่กัปตันเอ็ดเวิร์ด โธมัสไมล์ ชาวออสเตรเลียผู้นำเรือขุดแร่ลำแรกมาใช้ขุดแร่ดีบุกในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2452
ตึกสมัยเก่า

ในตัวเมืองภูเก็ตส่วนมากเป็นตึกสมัยเก่าแบบยุโรป สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว เมื่อครั้งกิจการเหมืองแร่เริ่มเจริญใหม่ๆ ตึกสมัยเก่าเหล่านี้ได้รับอิทธิพลทางด้านสถาปัตยกรรมแบบจีนด้วยจึงเรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบซิโน-โปรตุกีส ลักษณะตึกสมัยเก่าของภูเก็ตนั้นจะมีส่วนลึกมากกว่าส่วนกว้างและไม่สูงนัก ปัจจุบันจะหาดูได้บริเวณถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนพังงา ถนนเยาวราช และถนนกระบี่ นอกจากนี้ยังมีตึกโบราณที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต ศาลจังหวัดภูเก็ต และธนาคารนครหลวงไทย เป็นต้น
เกาะสิเหร่
เป็นเกาะขนาดเล็กอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต อยู่ห่างจากตัวเมืองรวม 4 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันนี้ถือเป็นพื้นที่อันเดียวกับเกาะภูเก็ต มีคลองเล็กๆ ชื่อคลองท่าจีนคั่นเท่านั้น ประชากรที่เกาะสิเหร่นี้ส่วนหนึ่งเป็นชาวเล หรือชาวน้ำ ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในจำนวนชาวเลที่อาศัยอยู่ในเกาะภูเก็ต เกาะสิเหร่ เป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์มีพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่อยู่บนยอดเขา ชายหาดไม่เหมาะสำหรับการการเล่นน้ำ พื้นทรายมีโคลนปน
หมู่บ้านชาวเล
ชาวเลหรือชาวน้ำ หรือชาวไทยใหม่ เป็นชนกลุ่มน้อยของไทย อาศัยอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ส่วนใหญ่อยู่ตามเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ในเกาะภูเก็ตมีชาวเลอาศัยอยู่ที่หาดราไว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต ประมาณ 17 กิโลเมตร และที่เกาะสิเหร่บริเวณแหลมตุ๊กแก
วัดฉลอง
อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 8 กิโลเมตร ออกจากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 4021 ผ่านสามแยกบริเวณสนามกีฬาสุรกุล เลี้ยวซ้ายไปทางห้าแยกฉลอง วัดฉลองจะอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงห้าแยกฉลองประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของภูเก็ต มีรูปหล่อของหลวงพ่อแช่ม และหลวงพ่อช่วง ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวภูเก็ตทั่วไป
อ่าวฉลอง
อยู่ห่างตัวเมือง 11 กิโลเมตร ทางทิศใต้ของเกาะภูเก็ตไปตามทางที่ไปหาดราไว เมื่อถึงห้าแยกฉลองเลี้ยวซ้ายประมาณ 1 กิโลเมตรถึงอ่าวฉลอง มีสะพานไม้ทอดยาวไปในทะเล ชายหาดเป็นรูปโค้งยาวเหยียดมองเห็นทิวมะพร้าวริมหาดเอนลู่ออกทะเล ทะเลบริเวณนี้ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ เพราะหาดเป็นโคลน ที่อ่าวฉลองนี้นักท่องเที่ยวจะเช่าเรือไปเที่ยวตามเกาะต่างๆ หรือเช่าไปตกปลาได้
หาดแหลมกาใหญ่
เป็นหาดเล็กๆ ห่างจากตัวเมือง 16 กิโลเมตร จากห้าแยกฉลอง ใช้ทางหลวง 4024 ทางเข้าอยู่ตรงข้ามวัดสว่างอารมณ์ บริเวณหาดมีเรือให้เช่าไปเที่ยวตามเกาะต่างๆ เช่น เกาะเฮ เกาะบอน เป็นต้น
หาดราไวย์
อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 17 กิโลเมตร เส้นทางจาห้าแยกฉลองไปสู่หาดราไว (ทางหลวง 4024) เป็นเส้นทางที่สวยที่สุดสายหนึ่งของภูเก็ต หาดราไว เป็นหาดที่สวยงามและมีชาวเลอาศัยอยู่
เกาะแก้ว
อยู่ห่างจากหาดราไวประมาณ 3 กิโลเมตร นั่งเรือจากหาดราไวประมาณ 30 นาที มีหาดทรายและธรรมชาติใต้น้ำสวยงามมาก บนเกาะมีรอยพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่ด้วย
แหลมพรหมเทพ
อยู่ห่างจากหาดราไวประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นแหลมที่อยู่ตอนใต้สุดของเกาะภูเก็ต ชาวบ้านเรียกว่าแหลมเจ้า บริเวณแหลมพรหมเทพเป็นส่วนที่สวยงามที่สุดส่วนหนึ่งของเกาะภูเก็ต เหนือแหลมพรหมเทพเป็นที่ราบสำหรับจอดรถซึ่งอยู่บนหน้าผาสูงริมทะเล จากหน้าผานี้จะมองเห็นแหลมพรหมเทพทอดยาวออกไปในทะเล จะเห็นเกาะหลายเกาะรวมทั้งเกาะแก้ว ทางด้านขวามือจะเห็นแนวหาดทรายของหาดในหานชัดเจน จากบนหน้าผามีทางเดินลงเขาไปจนถึงสุดแหลมพรหมเทพได้ เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกได้งดงามยิ่งนัก
หาดในหาน
เป็นหาดที่อยู่ถัดจากแหลมพรหมเทพขึ้นไปทางทิศเหนือ อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 18 กิโลเมตร มีทางไปได้หลายทาง จะไปจากหาดราไวโดยผ่านหรือไม่ผ่านแหลมพรหมเทพก็ได้ หรือถ้ามาจากห้าแยกฉลองไปทางหาดราไวประมาณ 3 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวาไปบ้านใสยวน หนองหาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ชายหาดในหานไม่ยาวนัก หาดทรายขาวสะอาด ด้านหลังของชายหาดเป็นบึง ชาวบ้านเรียกว่าหนองหาน ระหว่างทะเลและบึงมีเพียงหาดทรายของหาดในหานขวางกั้นอยู่เท่านั้น ในช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม คลื่นจะแรงมาก ไม่ควรลงเล่นน้ำเพราะอาจเกิดอันตรายได้
อ่าวเสน
เป็นอ่าวเล็กๆ ติดกับหาดในหานไปทางขวา ผ่านโรงแรมภูเก็ตยอช์ทคลับ เป็นชายหาดเล็กๆ ที่สงบ มีโขดหินน้อยใหญ่ หาดทรายขาวสะอาด
จุดชมวิว
จากหาดในหานไปหาดกะตะน้อยตามเส้นทางถนนรอบเกาะ จุดชมวิวจะอยู่ระหว่าง 2 หาดนี้ จากจุดนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเวิ้งอ่าวถึง 3 อ่าว คือ อ่าวกะตะน้อย อ่าวกะตะ และอ่าวกะรน ซึ่งเป็นทัศนียภาพที่สวยงามมาก
อ่าวกะตะ
อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 17 กิโลเมตร จากตัวเมืองภูเก็ตเมื่อถึงห้าแยกฉลองเลี้ยวขวาไปตามทางตามถนนหมายเลข 4028 อ่าวกะตะแบ่งออกเป็น 2 อ่าวคือ อ่าวกะตะใหญ่ กับอ่าวกะตะน้อย ทั้งสองอ่าวมีหาดทรายและชายหาดที่สวยงามเหมาะแก่การเล่นน้ำ และใช้เป็นที่ฝึกดำน้ำ เนื่องจากมีแนวปะการังติดต่อกันไปจนถึงเกาะปูซึ่งอยู่ด้านหน้าหาดกะตะ ปัจจุบันหาดกะตะ เป็นหาดหนึ่งที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สถานที่พัก บริษัทนำเที่ยว ร้านค้า แหล่งบันเทิงต่างๆ ไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยว
อ่าวกะรน
อยู่ถัดจากอ่าวกะตะขึ้นไปทางเหนือมีเพียงเนินเขาเตี้ยๆ คั่นอยู่เท่านั้น แต่ถ้าจะไปที่กลางอ่าวกะรนและหมู่บ้านกะรน มีถนนแยกจากอ่าวกะตะไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร อ่าวกะรนใหญ่กว่าอ่าวกะตะ มีชายหาดยาวเหยียด เหนือชายหาดเป็นเนินทรายสูงๆ ต่ำๆ มีสนทะเลต้นใหญ่ๆ และต้นตาลขึ้นเรียงรายอยู่โดยทั่วไป หาดทรายที่อ่าวกะรนขาวสะอาดและละเอียดมาก
สถานแสดงพันธ์สัตว์น้ำ
สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต Phuket Aquarium
เป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์น้ำจืด และสัตว์ทะเล มีมากกว่า 100 ชนิด
โดยการจัดแสดงในตู้ทรงรูปแบบและขนาดต่างๆและชมการแสดงสัตว์ทะเลในตู้อุโมงค์ที่จุน้ำทะเล
200 ตัน และตู้ขนาดใหญ่จุน้ำทะเล 140 ตัน แสดงสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ ต่างๆมากมาย
ชมการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อัตราค่าเข้าชม คนไทย
ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ต่างชาติ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.00 น. ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่
0-7639-1126 ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของแหลมพันวา อ.เมือง จ.ภูเก็ต
เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.phuketaquarium.org
โทร. 0-7639-1126 แฟกซ์ 0-7639-1406
สวนผีเสื้อและอควาเรียมภูเก็ต
ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง 3 กิโลเมตร เดินทางไปตามถนนเยาวราชแล้วเลี้ยวซ้ายที่สามแยกหมู่บ้านสามกองไปเล็กน้อย เป็นสถานที่รวบรวมและอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในเขตร้อนจำพวกผีเสื้อ แมลง ปลา และปะการัง โดยจัดสภาพแวดล้อมให้เหมือนกับธรรมชาติ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-17.30 น.
หมู่บ้านไทยและสวนกล้วยไม้ภูเก็ต
อยู่ห่างจากตัวเมือง 3 กิโลเมตร บนถนนเทพกษัตรีย์ ภายในมีการแสดงศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน การแสดงของช้าง ฟาร์มกล้วยไม้ ฯลฯ
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอกระทู้
อ่าวป่าตอง
ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 15 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนวิชิตสงคราม หรือ ทางหลวง 4020 ไป 9 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวง 4029 ไปอีก 6 กิโลเมตร เป็นอ่าวที่มีความโค้งมาก หาดทรายงดงามเป็นแนวยาว 9 กิโลเมตร น้ำทะเลใสสะอาด เหมาะแก่การเล่นน้ำมากที่สุด
หาดกะหลิม
ไปตามเส้นทางเดียวกับหาดป่าตอง แต่เมื่อถึงตัวหาดป่าตอง จะมีทางแยกให้เลี้ยวขวาก็จะถึงหาดกะหลิมเป็นหาดเล็กๆ มีโขดหินและแนวปะการังและมีสถานที่พักริมหาด
หาดกมลา
อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 26 กิโลเมตร จากอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีย์ท้าวศรีสุนทร เลี้ยวซ้ายผ่านหาดสุรินทร์ แหลมสิงห์ ก็จะถีงหาดกมลาเป็นแนวหาดทรายยาวประมาณ 2 กิโลเมตร นับเป็นหาดหนึ่งที่สงบเงียบ มีสถานที่พักไม่มากนัก
สถานที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอถลาง
อนุสาวรีย์วีรสตรี
อนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีย์และท้าวศรีสุนทร ตั้งอยู่ที่สี่แยกท่าเรือ เขตอำเภอถลาง ก่อนถึงตัวเมืองภูเก็ต 12 กิโลเมตร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง
ตั้งอยู่ห่างจากอนุสาวรีย์วีรสตรีประมาณ 50 เมตร ตัวอาคารได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงเป็นบ้านท้องถิ่นของชาวภูเก็ต มี 2 หลัง อาคารหลังแรกจัดแสดงเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ชายฝั่งทะเลตะวันตก สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์เมื่ออารยธรรมอินเดียเผยแพร่เข้ามาประวัติและวิธีการทำเหมืองแร่ดีบุก และสวนยางพารา ศิลปะพื้นบ้านและชาติพันธุ์วิทยาของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่บริเวณคาบสมุทรมลายู สำหรับอาคารหลังที่สองจัดแสดงฉากและเรื่องราวของศึกถลาง ชีวิตความเป็นอยู่และประเพณีที่น่าสนใจของชาวจีนในภูเก็ต และเรื่องราวความเป็นมาและถิ่นอาศัยของชาวเลในภูเก็ต
วัดพระทอง (วัดพระผุด)
อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 20 กิโลเมตร จากตัวเมืองภูเก็ตเลยที่ว่าการอำเภอถลางไปเล็กน้อยจะมีทางแยกขวามือเข้าวัดพระทอง วัดนี้มีพระพุทธรูปผุดขึ้นจากพื้นดินเพียงครึ่งองค์ เมื่อคราวศึกพระเจ้าปะดุง ยกพลมาตีเมืองถลาง พ.ศ. 2328 ทหารพม่าพยายามขุดพระผุดเพื่อนำกลับไปพม่า แต่ขุดลงไปคราวใดก็มีฝูงแตนไล่ต่อยจนต้องละความพยายาม ต่อมาชาวบ้านได้นำทองหุ้มพระพุทธรูปที่ผุดจากพื้นดินเพียงครึ่งองค์ ดังปรากฎอยู่จนถึงปัจจุบัน
วัดพระนางสร้าง
อยู่ห่างจากตัวเมือง 20 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางถนนเทพกษัตรีย์ ถึงสี่แยกอำเภอถลาง ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายเป็นวัดที่เก่าแก่ และเป็นแหล่งประวัติศาสตร์เมืองถลางที่สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะเคยเป็นค่ายสู้รบกับพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2328 นอกจากนี้ภายในอุโบสถเก่าแก่ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปดีบุกที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก 3 องค์เรียกว่า “พระในพุง” หรือ “พระสามกษัตริย์” ซึ่งอยู่ในพระอุทรของพระพุทธรูปหล่อองค์ใหญ่ 3 องค์อีกชั้นหนึ่ง
อุทยานสัตว์ป่าเขาพระแทว
อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 20 กิโลเมตร จากตัวเมืองภูเก็ตไปอำเภอถลาง เมื่อถึงสี่แยกในเขตเมืองถลางซึ่งอยู่ห่างจากตัวภูเก็ต 18 กิโลเมตร แยกไปทางซ้ายมืออีกประมาณ 2 กิโลเมตร ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานสัตว์ป่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2512 มีเนื้อที่ 13,925 ไร่ เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหลายชนิดอยู่ตามธรรมชาติ และมีพันธุ์ไม้หายากคือ “ปาล์มหลังขาว” โดยมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนี้
น้ำตกโตนไทร
อยู่ห่างจากตัวเมือง 22 กิโลเมตร ไปตามถนนเทพกษัตรีย์ถึงสี่แยกอำเภอถลางแล้วเลี้ยวขวาไป 3 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณน้ำตกโตนไทร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก น้ำจะไหลแรงในช่วงฤดูฝน มีต้นไม้ใหญ่น้อยร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน
น้ำตกบางแป
ไปจากตัวเมืองถึงอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีย์ท้าวศรีสุนทรแล้วเลี้ยวขวาไปทางตำบลป่าคลอก 7 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก มีสวนรุกขชาติร่มรื่น และสถานอนุบาลชะนี ซึ่งเป็นโครงการเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของชะนีที่ถูกจับมาเลี้ยง ให้พร้อมที่จะกลับคืนสู่ป่าต่อไป
สำหรับผู้ที่ต้องการเดินป่าสัมผัสธรรมชาติ ทางอุทยานฯ ได้จัดทำทางเดินเท้าไว้ 3 เส้นทาง ขอคำแนะนำได้จากเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติในเขตอุทยานฯ
นักท่องเที่ยวผู้ที่ประสงค์จะเข้าพักแรมที่อุทยานสัตว์ป่าเขาพระแทว ต้องทำหนังสือขออนุญาตถึงผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ บางเขน กรุงเทพฯ โทร. 579-4847 หรือติดต่อโดยตรงที่หัวหน้าอุทยานสัตว์ป่าเขาพระแทว ที่ทำการอุทยานสัตว์ป่าเขาพระแทว ถนนเทพกษัตรีย์ อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 83100
หาดสุรินทร์
อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 24 กิโลเมตร จากตัวเมืองภูเก็ตใช้เส้นทาง 402 เมื่อถึงอนุสาวรีย์วีรสตรีแล้วไปทางซ้ายมืออีก 12 กิโลเมตร เป็นหาดที่อยู่ริมเชิงเขา บริเวณเหนือหาดมีต้นสนทะเลต้นใหญ่ๆ อยู่เรียงราย และบริเวณเหนือหาดด้านขวามือเป็นสนามกอล์ฟ หาดสุรินทร์ชายหาดไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำ เพราะมีลักษณะลาดชัน และในฤดูมรสุมจะมีคลื่นลมจัดมาก
แหลมสิงห์
จากหาดสุรินทร์ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกซึ่งเป็นถนนส่วนบุคคลเข้าสู่หาดแหลมสิงห์ อาจจะขออนุญาตผ่านถนนส่วนบุคคล หรือเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่งซึ่งเป็นทางเดินไปตามลาดเขาลงสู่ชายหาด หาดทรายแหลมสิงห์เป็นหาดเล็กๆ ทรายขาวสะอาด ทางซ้ายมือของหาดเป็นแหลมเล็กๆ ที่มีโขดหินสวยงาม เรียกว่า แหลมสิงห์
อ่าวบางเทา
อยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 24 กิโลเมตร ตามถนนเทพกษัตรีย์ไปทางเหนือสู่อนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีย์ท้าวศรีสุนทร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนศรีสุนทรไปอีก 12 กิโลเมตร จนถึงหาดสุรินทร์เลี้ยวขวาไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงอ่าวบางเทา เป็นหาดทรายทอดตัวยาวเหมาะสำหรับการเล่นน้ำและกีฬาทางน้ำต่างๆ



























